อรูปฌาน ๔ หรืออรูปฌาน 4 คือ ฌานที่ไม่มีรูปกำหนดในอารมณ์


อรูปฌาน ๔ หรือ อรูปฌาน 4 นี้จะเขียนโดยใช้ตัวเลขแบบไหน ก็อ่านออกเสียง อรูปฌานสี่ เหมือนกัน แต่โดยมากแล้วพระท่านจะใช้ตัวเลขไทยเขียนเป็น อรูปฌาน ๔ มากกว่า เพราะเป็นการรักษาไว้ซึ่งแบบแผนและความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะในพุทธศาสนา


อรูปฌาน คือฌานที่ไม่มีรูปกำหนดเป็นอารมณ์ มี ๔ อย่าง คือ อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ

อรูปฌานทั้ง ๔ นี้ เป็นฌานละเอียดและอยู่ในระดับฌานที่สูงสุด ท่านที่ปฏิบัติได้อรูปทั้ง ๔ นี้แล้ว เจริญวิปัสสนาญาณ ย่อมได้บรรลุมรรคผลรวดเร็วเป็นพิเศษ เพราะอารมณ์ในอรูปฌานและอารมณ์ในวิปัสสนาญาณ มีส่วนคล้ายคลึงกันมาก ต่างกันแต่อรูปฌานเป็นสมถภาวนามุ่งดำรงฌานเป็นสำคัญ สำหรับวิปัสสนาภาวนามุ่งรู้แจ้งเห็นจริง ตามอำนาจของกฎธรรมดาเป็นสำคัญ แต่ทว่าอรูปฌานนี้ก็มีลักษณะเป็นฌานปล่อยอารมณ์ คือ ไม่ยึดถืออะไรเป็นสำคัญ ปล่อยหมดทั้งรูปและนาม ถือความว่างเป็นสำคัญ

พระพุทธรูป วัดม่วง

๑. อากาสานัญจายตนะ

อากาสานัญจายตนะนี้ ท่านกล่าวไว้ในวิสุทธิมรรคว่า ก่อนที่จะเจริญอากาสานัญจายตนะนี้ ท่านจะเข้าจตุตถฌานในกสิณกองใดกองหนึ่งแล้วให้เพิก คือ(ปล่อย)ไม่สนใจในกสิณนิมิตนั้นเสีย ใคร่ครวญว่า กสิณนิมิตนี้เป็นอารมณ์ที่มีรูปเป็นสำคัญ(ได้แก่) ความสุข ความทุกข์ (ซึ่ง)เป็นปัจจัยของภยันตราย มีรูปเป็นต้นเหตุ เราไม่มีความต้องการในรูปจึงละรูปนิมิตในกสิณนั้น แล้วถืออากาศเป็นอารมณ์จนวงอากาศเกิดเป็นนิมิตที่มีขอบเขตกว้างใหญ่ แล้วย่อให้สั้นลงมา อธิษฐานให้เล็กใหญ่ได้ตามประสงค์ ทรงจิตรักษาอากาศไว้โดยกำหนดใจว่า อากาศหาที่สุดมิได้ดังนี้ จนจิตเป็นอุเบกขารมณ์ (จัด)เป็นฌาน ๔ (แต่อยู่)ในอรูปฌาน


๒. วิญญาณัญจายตนะ

อรูปฌานนี้กำหนดวิญญาณ(คือตัวรู้)เป็นอารมณ์ โดยจับอากาสานัญจายตนะ คือกำหนดอากาศจากอรูปฌาน(ที่หนึ่ง)เดิมเป็นปัจจัย แล้วถือนิมิตอากาศนั้นเป็นฐานที่ตั้งของอารมณ์ แล้วกำหนดว่า อากาศนี้ยังเป็นนิมิตที่รูปอาศัยอยู่ ถึงแม้จะเป็นอรูปก็ตามแต่ยังมีความหยาบอยู่มาก เราจะทิ้งอากาศเสีย ถือเฉพาะวิญญาณ(คือตัวรู้)เป็นอารมณ์ แล้วกำหนดจิตว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ (โดยละ)ทิ้งอากาศและรูปทั้งหมดเด็ดขาด กำหนดวิญญาณคือถือวิญญาณ ตัวรู้ ซึ่งเป็นเสมือนจิต โดยคิดว่าเราต้องการจิตเท่านั้น รูปกายอย่างอื่นไม่ต้องการ จนจิตตั้งอยู่เป็นอุเบกขารมณ์ (อารมณ์วางเฉย)


๓. อากิญจัญญายตนะ

อรูปฌานนี้กำหนดความไม่มีอะไรเลยเป็นสำคัญ โดยเข้าฌาน ๔ (ให้เป็นบาทฐานที่ตั้ง)ในวิญญาณัญจายตนะ แล้วเพิกวิญญาณคือ(ปล่อย)ไม่ต้องการวิญญาณ(ตัวรู้)นั้น คือคิดว่าไม่มีอะไรเลยเป็นสำคัญ อากาศก็ไม่มี วิญญาณก็ไม่มี ถ้ายังมีอะไรสักอย่างหนึ่งแม้แต่น้อยหนึ่ง ก็เป็นเหตุของภยันตราย ฉะนั้นการไม่มีอะไรเลยเป็นการปลอดภัยที่สุด แล้วก็กำหนดจิตไม่ยึดถืออะไรทั้งหมด จนจิตตั้งเป็นอุเบกขารมณ์ เป็นจบอรูปฌานนี้

ส่วนในความเห็นของข้าพเจ้า เห็นว่าในข้อนี้ยังไม่ชัดเจนสำหรับผู้ศึกษาใหม่ จึงขอนำเอาบทความของผู้ใช้นามปากกาว่า ศรีสารภี จากเว็บไซท์วิชาการดอทคอมมาอธิบายเพิ่มเติมไว้ ณ ที่นี้ กล่าวคือ เมื่อผู้ปฏิบัติได้เจริญวิญญาณัญจายตนะบ่อยๆ จนชำนาญจิตนิ่งอยู่ที่วิญญาณคือตัวรู้ ก็จะรู้สึกขึ้นมาว่า อากาศอันไม่มีที่สิ้นสุดก็ดี หรือวิญญาณคือตัวรู้ เช่นรู้ว่าอากาศนั้นไม่มีที่สิ้นสุดก็ดี จริงๆแล้วก็คือความไม่มีอากาสานัญจายตนะที่เป็นอารมณ์ของวิญญาณัญจายตนะ (เมื่ออากาสานัญจายตนะไม่มี วิญญาณัญจายตนะคือตัวรู้ก็จึงไม่มีด้วย) ผู้ปฏิบัติจึงน้อมเอาสภาพที่ไม่มีอะไรเลยมาเป็นอารมณ์ ในการเจริญกรรมฐาน2


๔. เนวสัญญานาสัญญายตนะ

เนวสัญญานาสัญญายตนะนี้ กำหนดว่ามีสัญญา(ความจำได้)ก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญา(จำไม่ได้)ก็ไม่ใช่ คือ ทำความรู้สึกตัวเสมอว่า ทั้งมีสัญญาอยู่นี้ก็ทำความรู้สึกเหมือนไม่มีสัญญา คือไม่ยอมรับรู้จดจำอะไรหมด ทำตัวเสมือนหุ่นที่ไร้ซึ่งวิญญาณ(และไร้หน่วยความจำ ไม่มีการประมวลผล) ไม่รับรู้ ไม่รับอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น หนาวก็รู้ว่าหนาวแต่ไม่เอาเรื่อง ร้อนก็รู้ว่าร้อนแต่ไม่ดิ้นรนกระวนกระวาย มีชีวิตทำเสมือนคนตาย คือไม่ปรารภสัญญาความจดจำใดๆ ปล่อยตามเรื่องเปลื้องความสนใจใดๆ ออกจนสิ้น จนจิตเป็นเอกัคคตาและอุเบกขารมณ์


การปฏิบัติทางจิตในสายสมาธิ หรือที่เรียกว่า สมถกรรมฐาน มีสูงสุดเพียงเท่านี้คือ ถ้านับตามนัยแห่งพระสูตร ก็จะได้เป็นรูปฌาน ๔ กับอรูปฌาน ๔ ถ้านับตามนัยแห่งพระอภิธรรมก็จะได้เป็นรูปฌาน ๕ กับอรูปฌาน ๔ รวมเรียกว่า สมาบัติ ๘ นั่นเอง

สำหรับสมาบัติ ๘ นี้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะได้เคยศึกษามาแล้ว ในสำนักของดาบสทั้งสอง ได้แก่ อุทกดาบส และอาฬารดาบส ทรงเห็นแล้วว่าไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ ไม่ใช่ทางตรัสรู้ จึงอำลาจากดาบสทั้งสอง มาแสวงหาทางพ้นทุกข์ด้วยพระองค์เอง จนได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เพราะฉะนั้น การปฏิบัติทางจิตในสายสมาธิ ซึ่งเรียกว่า สมถกรรมฐาน (หรือเรียกอีกอย่างว่า สมถภาวนา) เพียงอย่างเดียว จึงไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ ต้องเจริญสติปัฏฐาน ๔ ที่เรียกว่า วิปัสสนากรรมฐาน (หรือเรียกอีกอย่างว่า วิปัสสนาภาวนา) เท่านั้น จึงจะเป็นหนทางพ้นทุกข์ ถึงซึ่งสันติสุข คือ พระนิพพานได้


Photo By : Somchai J. (โพสต์เมื่อ August 2009). "แสงแห่งธรรม". ค้นเมื่อ เม.ย.2553, จาก www.pixpros.net
เนื้อเรื่อง/บทความ โดย : 1.พระราชพรหมยาน วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี. "คู่มือปฏิบัติพระกรรมฐาน".
ค้นเมื่อ เม.ย.2553, จาก www.larnbuddhism.com และ www.praruttanatri.com
2.ศรีสารภี. (June 2008). "พุทธจิตวิทยา ตอนที่ 12 อรูปาวจรจิต". ค้นเมื่อ เม.ย.2553, จาก www.vcharkarn.com

ความรู้รอบตัว